คสช. เชื่อสำนักโฆษกรัฐบาล มีเจตนาบริสุทธิ์ ขอสื่อนำเสนอข่าว

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี สำนักโฆษกรัฐบาล ได้มีการขอความร่วมมือสื่อ เชื่อเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ในการจะบริหารจัดการสนับสนุนเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานราชการของแต่ละกระทรวง โดยใช้โอกาสจากการประชุมครม.สัญจร

กลับเป็นประเด็นหรือกรณีที่อาจมีบางสื่อที่ไม่เน้นเนื้อหาของการทำงานของหน่วยงานภาครัฐทำอะไรไปแล้ว และกำลังจะทำอะไร ทุกอย่างก็เพื่อประเทศและประชาชน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะไม่มีอาการน้อยอกน้อยใจแต่อย่างใด ซึ่งการที่ ครม.ลงพื้นที่

ก็มีเจตนาที่ต้องการไปพบปะพูดคุยและสื่อสารกับประชาชนโดยตรง ให้มีขวัญกำลังใจ ได้รับทราบความคืบหน้าในการทำงานเรื่องต่างๆ ของแต่ละกระทรวง รวมถึงได้รับรู้เรื่องการปฎิรูปประเทศ ที่มีหลายแง่มุมที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นอย่างไร

ดีเอสไอ คุมมาเฟียเกาหลี หลอกสาวไทยค้ากามข้ามชาติ ฝากขัง

พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้นำตัวนายคิม ฮยอง จุน อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาคดี สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อค้ามนุษย์ฯ มายื่นคำร้องฝากขังศาลอาญา ครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน จนถึงวันที่ 29 ส.ค. เนื่องจากจะต้องสอบพยานอีก 8 ปาก

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อระหว่างเดือน ม.ค. – ก.พ.60 ผู้ต้องหาได้ร่วมกับพวกได้หลอกลวงชักชวนให้ผู้หญิงไทยผู้เสียหายไปทำงานนวดที่เกาหลี แต่กลับพาควบคุมหน่วงเหนี่ยวกักขัง บังคับให้ค้าประเวณี และยึดหนังสือเดินทาง ภายหลังผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือ จึงสามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจึงยื่นคำร้องขอออกหมายจับ กระทั่งวันที่ 17 ส.ค. ติดตามจับกุมผู้ต้องหาดำเนินคดีชั้นสอบสวน

ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยท้ายคำฟ้อง พนักงานสอบสวน ได้ขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เกรงจะหลบหนี นอกจากนี้ผู้ต้องหายังเป็นบุคคลตามหมายจับของตำรวจสากลด้วย ทั้งนี้ ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

อย่างไรก็ตามในวันนี้ ไม่มีญาติมายื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอประกันตัวนายคิม แต่อย่างใดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงนำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษต่อไป

รวบ! ‘จ่ายักษ์’ แก็งนายพลอุ้มรีด ซัดทอดเพิ่มจ่อออกหมายจับอีก

นายอุทิศ ก่อแก้ว หรือ จ่ายักษ์ อายุ 50 ปี อดีตทหารนอกราชการผู้ต้องหา ในคดีแก็งนายพลอุ้มรีด ถูกตำรวจสืบสวนนครบาล 1 ร่วมตำรวจภูธรภาค 1 นำตัวมาส่งมอบให้กับตำรวจสืบสวน สน.โคกคราม ควบคุมตัวได้ที่โรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ปทุมธานี หลังถูกจับกุมตัวตามหมายจับ ในข้อหา ร่วมกรรโชกทรัพย์ และบุกรุกเคหะสถาน

ซึ่งจากการสอบสวน นายอุทิศ หรือ จ่ายักษ์ ให้การรับสารภาพเป็นหนึ่งในทีมอุ้มรีดทรัพย์จริง พร้อมซักทอดไปที่ชายอีก1คน ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลออกหมายจับและ ในเวลา 10.00 น. วันนี้ พ.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ191 จะเดินทางมาสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเอง ที่ สน.โคกคราม

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีดังกล่าวสามารถจับกุมผู้ต้องหา ในคดีนี้ได้แล้ว รวม10 คน โดย นายฐิติกร ชื่นอุรา หรือ จ่าต้อย ผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ก่อนหน้านี้ ให้การรับสารภาพ ว่ายังมี นายนวพล ร่วมกระทำความผิด ซึ่งตำรวจเตรียมยื่นคำร้องขอศาลออกมายจับในวันนี้ เพิ่มเติมอีก 2 ราย

ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทลายแก๊งค้ายา ค้นบ้าน’อาผะ’โยง ‘บอย’ก๊วน’ไซซะนะ’

กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หรือ บช.ปส. สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เจ้าหน้าที่ทหาร ,ปปส. ในการเปิดปฏิบัติการ “ชัยยะสยบไพรี 60/5” ทลาย เครือข่ายยาเสพติด พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำซึ่งปฎิบัติการในครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สปป.ลาว และ เมียนมา เป็นพื้นที่เชื่อมต่อบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อทลายแหล่งผลิตยาเสพติด

ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ เป็นแหล่งผลิตยาเสพติด อันดับต้นๆ ที่ต่างชาติทั่วโลกรู้จักกันดีสำหรับ ปฎิการชัยยะสยบไพรี 60/5 เครือข่ายสามเหลี่ยมทองคำในครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีปฎิบัติการ 50 เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ ภาคเหนือทั้งหมดและปฏิบัติการในพื้นที่ จ.เชียงราย ในวันนี้ มี 10 เป้าหมาย ที่ ตำรวจ ปราบปรามยาเสพติด ได้นำหมายศาลบุกเข้าตรวจค้น โดยเน้นการยึดทรัพย์ ตาม พรบ.มาตรการปราบปรามยาเสพติด

โดย เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เวลา 5.00 น. เจ้าหน้าที่ทำการนัดแนะเตรียมการ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการอีกครั้ง ก่อนลงพื้นที่ ปิดล้อม ตรวจค้น บ้านเลขที่ 270 หมู่ 19 หมู่บ้านกิ่วสะไต อ.แม่จัน เป็นบ้านของนายอกฤษณ์ รุ่งศิริธีรวงศ์ หรือ อาผะ เชมือกู่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในคดียาเสพติด พบอดีตภรรยาของนายอาผะ อยู่บ้านกับลูกวัย 4 ขวบ

โดยอดีตภรรยา ระบุว่า บ้านหลังนี้ ตนเองอยู่กับลูก และ พ่อแม่ ของนายอาผะ รวม 4 คน ส่วนตัว นายอาผะ หายไปตั้งแต่ลูกยังไม่คลอด และ ยังไม่รู้ว่าหายไปไหน ส่วนบริเวณบ้านจากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และ พบกล้องวงจรปิดติดไว้โดยรอบบ้าน

สำหรับ นายอกฤษณ์ รุ่งศิริธีรวงศ์ หรือ อาผะ เชมือกู่ จากการสืบสวนพบว่ามีความเชื่อมโยงเป็นผู้ประสานงานนำยาเสพติดจากเมียนมาเข้ามาในไทย ก่อนส่งต่อให้กับกลุ่มผู้สั่งซื้อในไทย และพบว่า นายอกฤษณ์ เป็นเครือข่ายเดียวกับ นายณัฐพล นาคคำ ผู้ต้องหาเครือข่ายค้ายาเสพติดที่ร่วมกัยนายไซซะนะ แก้วพิมพา ที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ โดยนายณัฐพล เป็นผู้สั่งยาเสพติดมาจากพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นของ นายอกฤษณ์ และจะมาเก็บซุกซ่อนในพื้นที่ภาคกลาง

ขณะที่ จากการตรวจสอบพบว่า นายอกฤษ์ อยู่ในประเทศเมียนมา แต่ศาลอาญาได้ออกหมายจับข้อหาสมคบการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้แล้ว

ทั้งนี้ จากผลการตรวจค้นจับกุม ตามปฏิบัติการชัยยะสยบไพรี 60/5 ในครั้งนี้ ตำรวจสามารถจับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในคดียาเสพติดได้ และในขณะที่เจ้าหน้าที่แสดงหมายจับ เข้าจับกุมผู้ต้องหาในจังหวัดเชียงราย นั้น ผู้ต้องหา พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ด้วยการนำเงินสดจำนวน 2 ล้านบาท มาเสนอให้เพื่อแลกกับการไม่จับกุม เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามหมายจับคดียาเสพติด และ ติดสินบนเจ้าพนักงานเพิ่มอีก 1 ข้อหา

และเมื่อวานที่ผ่านมา ตำรวจปราบปรามยาเสพติด สามารถจับกุม นายจักรพงษ์ พันธ์สมบูรณ์ ผู้ต้องหาครอบครองยาเสพติด ได้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใน อ.เชียงคำ จ.พะเยา โดยยึดไอซ์ได้ 50 กก. และปฏิบัติการในครั้งนี้ ก็นับเป็นความร่วมมือกับ 3 ประเทศ ทั้ง ประเทศไทย – สปป. ลาว เมียนมา ทางการไทย ได้ ประสานขอส่งตัว ผู้ต้องหาในคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 18 คน 18 หมาย จากฝั่งเมียนมา ให้นำตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากทางการเมียนมา ว่าจะส่งตัวบุคคลตามหมายจับดังกล่าว เข้ามาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการตรวจค้นแล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่จะนำของกลาง มาแถลงต่อสื่อมวลชน ที่ ด่านศุลกากรสะพานสอง ชาย อ.แม่สาย จ.เชียงรายโดยมี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. , รองเลขาธิการ ปปส. , แม่ทัพน้อย และ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ที่จะมาร่วมแถลงข่าว

อดีตรปภ.โพสต์หมิ่น เตือนนักเลงคีย์บอร์ดอาจถูกจำคุก

นายบัณฑูร บวรนรเศรษฐ อายุ 48 ปี ที่ พนักงานรักษาความปลอดภัย ผู้ต้องหาที่ถูก น.ส.ยุวเรต กังสถาน หญิงสาวคนสนิท อดีต ผบ.ตร. ผู้เสียหายแจ้งความพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. ให้ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 27ม.ค.2559 คดีนี้พนักงานสอบสวน บก.ปอท.ได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการฟ้องศาลอาญา เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา

โดยศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ฟ้อง สั่งจำคุกรวม 3 ปี และปรับ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี

นายบัณฑูร กล่าวว่า ตนถูกนำตัวไปฝากขังระหว่างดำเนินคดี อยู่เรือนจำคลองเปรมเป็นเวลา 13 วัน คิดเป็นเงินวันละ 500 บาท นำมาหักออกจากค่าปรับที่ศาลตัดสิน พี่สาวที่ไปฟังคดีเป็นคนจ่ายค่าปรับให้จำนวน 26,500 บาท พร้อม ฝากเตือนสติบรรดานักเลงคีบอร์ดให้ระมัดระวังการเขียนข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่น ในสังคมออนไลน์ ระวังจะเป็นอย่างตน ได้ประสบการณ์ในคุกเป็นเวลา 13 วันแรก ก่อนส่งฟ้องแต่โชคดีที่ศาลท่านเมตตา ให้รอลงอาญา

ศาลให้ประกันอดีตตร.ปอศ.-ชาวสิงคโปร์อุ้มรีดนักธุรกิจแล้ว

ศาลอาญา รัชดา มีคำสั่งให้ประกันตัว พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ หรือ นายณัฐกฤษต์ ยุทยา อายุ 42 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. และ นายโก เทช ชุน (Mr.Goh Teck Chuan) อายุ 49 ปี สัญญาติสิงคโปร์ ผู้ต้องหาร่วมกันอุ้มรีดเงินนักธุรกิจสายการบิน แล้ว หลังพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม คุมตัวมาฝากขังเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

ต่อมาญาติของ พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ และนายโก เทช ชาวสิงคโปร์ ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 3 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการฝากขัง ศาลพิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์เป็นเงินสดแล้ว จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ทั้ง 2 คน โดยตีราคาประกัน คนละ 200,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต โดยศาลให้ยึดหนังสือเดินทาง (เล่มพาสปอร์ต) ของนายโก เทช ชาวสิงคโปร์ ผู้ต้องหาที่ 3 ไว้ด้วย

ส่วน นายโอภาส ศรียา อายุ 39 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ ผู้ต้องหาที่ 2 นั้น ปรากฏว่าไม่มีหลักทรัพย์ที่จะยื่นประกันตัวในชั้นนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงได้ควบคุมตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ยังอ่วม! อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ น้ำท่วม 3สัปดาห์เร่งสูบออก

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่ม 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ฆ้องชัย อ.ร่องคำ อ.กมลาไสย อ.ยางตลาด และ อ.เมืองกาฬสินธุ์ หลังยังคงได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของเขื่อนลำปาว ทำให้น้ำท่วมบ้านเรือนและพืชผลทางการเกษตรเป็นบริเวณกว้างนานเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ซึ่งหลายหน่วยงานยังคงเร่งให้การช่วยเหลือ

ล่าสุด นายสัมฤทธิ์ กิตติโชติ สุขสงค์ นายอำเภอกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นายอนันต์ศักดิ์ แย้มชื่น ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกาฬสินธุ์ สำนักงานชลประทานที่ 6 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ชลประทาน และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลเจ้าท่า ออกเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังเฝ้าเวรยามเครื่องสูบน้ำบริเวณพนังกั้นแม่น้ำชี บ้านท่ากลาง ม.8 ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำระบบชลประทานก่อนไหลลงแม่น้ำชี พร้อมนำเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้วเข้าไปติดตั้งเพิ่มเติมบนพนังกั้นแม่น้ำชีบริเวณบ้านแจ้งจม ม.7 ต.เจ้าท่าอีก 1 เครื่อง เพื่อเร่งระดมสูบน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่การเกษตรและป้องกันน้ำเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่บ้านแจ้งจม ม.7 จำนวน 157 ครัวเรือน และป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมโรงเรียนบ้านท่ากลาง

นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ขณะนี้บางจุดระดับน้ำยังทรงตัว บางจุดระดับน้ำลดลงเล็กน้อย และบางจุดระดับน้ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1-2 ซม.โดยเฉพาะพื้นที่ ต.เจ้าท่า ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำระบบชลประทานก่อนไหลลงแม่น้ำชี ขณะนี้ยังมีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรเป็นบริเวณกว้าง ดังนั้นทางอำเภอกมลาไสย จึงประสานไปยังโครงการชลประทานกาฬสินธุ์ สำนักงานชลประทานที่ 6 นำเครื่องสูบน้ำระดมสูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำชีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน